บทความนี้ จะมีประโยชน์กับกลุ่มองค์กร หน่วยงาน โรงแรม โรงพยาบาล ที่มีการวางแผนจะปรับปรุง หรือวางระบบใหม่ คือ ระบบ LAN, WiFi , Phone และ CCTV ซึ่งที่เรากล่าวถึงมีทั้งหมด 4 ระบบดังนี้

– Wired IP Network
– Wireless Networks
– Voice Over IP (IP Telephone)
– Video Over IP (CCTV and Video Surveillance)

การวางระบบแบบเดิม

การที่เราจะวางระบบ LAN, WiFi , Phone และ CCTV แบบเดิม จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงาน เพราะแต่ระบบก็จะมีรายละเอียดการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจะเห็นว่าเราจะต้องดูแลระบบ และอุปกรณ์มากขึ้น ต้องอาศัยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในแต่ละสาขาความรู้ มาดูแลระบบให้เรา โดยแต่ละระบบที่กล่าวมาจะมีความแตกต่างของดังต่อไปนี้

1. สายสัญญาณ
– ถ้าเป็นระบบ LAN , WiFi เราจะใช้สาย LAN UTP ที่เรียกว่า CAT5E หรือ CAT6
– ถ้าเป็นระบบ โทรศัพท์ เราจะใช้สายโทรศัพท์ที่เป็นทองแดง เช่น TIEV
– ถ้าเป็นระบบกล้องวงจรปิด เราจะใช้สาย Coaxial เช่น RG6

2.อุปกรณ์ที่เลือกใช้
ถ้าเป็นระบบ โทรศัพท์ จะต้องมีตู้สาขา PABX แบบเก่า และ หัวโทรศัพท์จะเป็นแบบ analog ธรรมดา
ถ้าเป็นระบบกล้องวงจรปิด จะต้องมีตัวเครื่องบันทึกภาพ (DVR) และ ตัวกล้องที่เป็นแบบ analog ธรรมดา

การวางระบบแบบใหม่

รวมทั้ง 4 ระบบคือ LAN, WiFi , Phone และ CCTV มาทำงานอยู่บนระบบ IP Infratructure รูปแบบเดียวกันทั้งหมด

ทางทีมงานบีเน็ตอยากนำเสนอ ระบบแบบใหม่ที่เราจะรวมทั้ง 4 ระบบคือ LAN, WiFi , Phone และ CCTV มาทำงานอยู่บนระบบ IP Infratructure รูปแบบเดียวกันทั้งหมด โดยสิ่งที่ทางองค์กรหรือหน่วยงานจะได้ประโยชน์จากการเลือกใช้ระบบดังกล่าวมีดังนี้
1. ลดความซ้ำซ้อน และความวุ่นวายของสายสัญญาณ โดยสายสัญญาณที่เราจะใช้ในระบบนี้จะเป็นเพียงสายชนิดเดียวคือ สาย LAN UTP
2. ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการดูแลระบบ เพราะ อุปกรณ์ที่ใช้จะทำงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันคือ ระบบ IP Infratructure ดังนั้นเราสามารถใช้ผู้ดูแลระบบที่มีความรู้เรื่องของระบบ network เพียงสาขาเดียวก็สามารถดูแลทุกระบบได้
3. อุปกรณ์ที่เลือกใช้เป็นอุปกรณ์ที่รองรับการขยายตัวของระบบในอนาคต และ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นสูง หมายความว่าในอนาคตหากเราอยากขยายสาขาเพิ่มเติมหรือมีการเติบโตของธุรกิจ ระบบที่เราวางไว้ก่อนหน้านี้สามารถนำมาต่อยอดได้ทันที

เพื่อให้เห็นภาพ ทางทีมงานขออธิบายจาก NETWORK DIAGRAM นะครับ

1. ห้อง server จะเห็นว่าอุปกรณ์ที่มีจะเป็นตัวที่เป็นหัวใจในการควบคุมระบบทั้งหมด โดยจะอธิบายตามลำดับดังนี้

1.1 Internet gateway โดยอุปกรณ์นี้จะเป็นตัวทีทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการใช้งาน internet และ ควบคุมการใช้งานของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการทำงานอีกหลายอย่างเช่น Loadbalance , authentication , VPN , bandwidth control , เก็บ log พรบ. คอมพิวเตอร์
1.2 Core Switch เป็น switch ตัวหลักในการควบคุมและรองรับการเชื่อมต่อไปหา Access Switch ตามชั้นต่างๆ (network connectivity control)
1.3 NVR เครื่องบันทึกภาพ ทำหน้าที่ในการบันทึกภาพที่ส่งมาจาก IP Camera ที่ติดตั้งตามจุดต่างๆของหน่วยงาน โดยบันทึกลงเป็น harddisk เพื่อเก็บข้อมูล
1.4 IP-PBX ตู้โทรศัพท์สาขาแบบดิจิตอล จะทำหน้าที่เก็บค่า configuration ต่างๆ ที่เกียวกับระบบโทรศัพท์เช่นหมายเลข เบอร์โทรของ ip phone ที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ ซึ่งจะทำหน้าที่ทดแทนตู้สาขา PABX แบบ analog

2. เรื่องการเดินสายสัญญาณ LAN UTP จากรูปจะเห็นว่า อุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น access point, ip camera, ip phone จะอาศัยสาย LAN ทั้งหมดในการเชื่อมต่อ และไม่จำเป็นที่จะต้องเดินสายไฟไปหาแต่ละอุปกรณ์ เนื่องจากว่าเราใช้เทคโนโลยีการจ่ายไฟตามสาย LAN หรือที่เรียกว่า POE จะทำให้เห็นว่าเป็นประหยัดต้นทุน และค่าใช้จ่ายเรื่องสายสัญญาณและระบบไฟ เนื่องจากว่าใช้สาย LAN แค่เส้นเดียวสามารถส่งไปได้ทั้ง data และไฟเลี้ยงอุปกรณ์

3. การออกแบบระบบการเชื่อมต่อ เราจะวาง access switch ไว้ในแต่ละชั้น โดยอุปกรณ์ในแต่ละชั้น แต่ละห้องพัก จะเดินสาย LAN มาเข้าที่ switch ชั้นดังกล่าว และ สาย LAN ที่เป็น UPLINK ซึ่งมาจากห้อง server (ที่เชื่อมต่อระหว่าง Core switch กับ Access Switch) จะเดินไว้ 2 เส้น เพื่อทำ Link aggregation ทำให้ได้ bandwidth ที่เพิ่มขึ้น และมีการสำรองซึ่งกันและกัน (เปรียบเสมือนถนนที่มี 2 เลน ทำให้มีช่องทางในการส่งถ่ายข้อมูลที่เร็วและสูงขึ้น)

4. สำหรับชั้นที่เป็นห้องพัก จะเดินสาย LAN เข้าไปในห้องทุกห้อง เพียงห้องละ 1 เส้น แต่ว่าในห้องดังกล่าวสามารถมีได้ทั้งระบบ Lan , WiFi ,IP Phone และ ระบบ TV จะเห็นข้อดีตรงนี้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเดินสายหลายรูปแบบ เข้าไปในแต่ละห้อง ก็สามารถรองรับได้ทุกระบบได้ เช่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราจะต้องเดินสายทองแดง TIEV ของระบบโทรศัพท์ , สาย LAN ให้คอมพิวเตอร์ และ access point , สาย Coaxial ให้ระบบ TV ดังนั้น การใช้วิธีนีจะช่วยประหยัด และ ลดความวุ่นวายของสายสัญญาณลงไปมาก

5. ใช้Access point เป็นศูนย์กลางเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆภายในห้อง ในห้องพักแต่ละห้อง เราจะใช้ access point มาเชื่อมต่อกับสาย LAN 1 เส้นที่วิ่งเข้ามา และ จากตัว access point เอง จะมี Port อีก 2 port เพื่อต่อไปหา โทรศัพท์ ip phone และต่อไปหา TV ได้อีก โดยทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟ เพราะอุปกรณ์ที่เราใช้ทุกตัว สามารถรองรับการจ่ายไฟตามสาย LAN ทั้งหมด (POE)

สรุปได้ว่า การใช้เทคโนโลยี IP network Infrastructure นี้เข้ามาแทนระบบ standalone analog แบบเก่า จะทำให้องค์กรต่างๆ สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ถึงแม้ว่าอุปกรณ์บางตัวที่เป็นระบบ IP infrastructure อาจจะราคาสูงกว่า ระบบ analog แบบเดิม เช่น โทรศัพท์ analog , กล้องแบบ analog แต่เมื่อคิดค่าใช้จ่ายโดยรวม และมองถึงการขยายตัวในอนาคต จะเห็นว่าเทคโนโลยีแบบ IP จะมีประสิทธิภาพ คุณสมบัติ คุณภาพที่ดีกว่า และรองรับฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายกว่า รวมถึงผู้ดูแลระบบก็สามารถใช้คนที่มีความรู้เรื่อง network หรือ ip infrastructure เพียงเรื่องเดียวได้ ส่งผลให้ cost เรื่องการดูแลรักษาระบบ การ maintenance ต่างๆในอนาคตก็จะลดลงไปด้วย

โดย product หลักที่เราเลือกใช้ในการนำมาติดตั้งจะมีดังนี้

Internet Gateway: Mikrotik ,Fortigate
Core Switch / Access Switch : UNIFI , CISCO , HP Networking
Access Point : UNIFI , ARUBA
Video Over IP : Hikvision
Voice Over IP: yeastar

โดยทั้งนี้การเลือกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจะคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า และงบประมาณเป็นหลัก

สำหรับกลุ่มองค์กร หน่วยงาน โรงแรม โรงพยาบาลที่มีความสนใจในการวางแผนที่จะปรับปรุง หรือวางระบบใหม่ ติดต่อได้ที่ บีเน็ตเอ็นจิเนียริ่ง

ทำไมต้องเลือกใช้บริการจากเรา

บีเน็ต เอ็นจิเนียริ่ง
Responsibility

ไว้ใจได้เมื่อใช้บริการจากเรา เพราะเราดำเนินธุรกิจโดยการยึดหลักความซื่อสัตย์ สุจริต การตรงต่อเวลา และบริการด้วยมิตรภาพ

Quality

เราใส่ใจทั้งคุณภาพของสินค้า และคุณภาพในการให้บริการทุกขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า

Support

มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษา ประสานงานดูแลลูกค้า ช่วยแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วด้วยวิธี remote support หรือแก้ไขปัญหาหน้างาน


0 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *